ประยุกต์ใช้ โพสล่าสุด โพสสำคัญ เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ธนาคาร
  • 7092เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

วิ.อาญาพิสดาร

 
วิ.อาญาพิสดาร

- จำเลยคดีอาญาฟ้องแย้งขอให้ศาลลงโทษโจทก์ไม่ได้
- การสอบสวนทั้งคดีรวมการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้ด้วยเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบทั้งหมด
- กรณีฝากทรัพย์ ครั้นขอคืนแล้วผู้รับฝากปฏิเสธ ถือว่าที่ที่ผู้รับฝากปฏิเสธเป็นที่เกิดเหตุ
- คดีเช็คเป็นคดีที่มีความต่อเนื่องในการทำผิด เช่น เช็คออกที่ธนาคารลำปาง แต่สั่งจ่ายให้ที่นครสวรรค์ ที่ที่ออกเช็คและที่ที่ธนาคารตามเช็คตั้งอยู่ คือสถานที่เกิดเหตุ แต่ที่ที่โอนเช็ค สลักหลังให้กันไม่ใช่
- ให้พิจารณาถึงท้องที่ที่มีการพบการกระทำผิดก่อนเป็นอันดับแรก ถือว่าเป็นท้องที่ที่มีอำนาจสอบสวน ส่วนท้องที่ที่จับกุมได้มาทีหลัง แต่หากยังไม่มีการร้องทุกข์หรือพบการกระทำผิดก่อน ให้ถือท้องที่ที่จับกุมเป็นท้องที่ที่มีอำนาจสอบสวน
- เรือนจำเป็นที่อยู่ของจำเลย ซึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
- คดีเช็ค หากผู้เสียหายฟ้องเองให้ฟ้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
- ความผิดหลายเรื่องจะฟ้องคดีทุกเรื่องที่ศาลซึ่งมีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีโทษสูงกว่าก็ได้
- มอบอำนาจให้ฟ้องคดีอาญาแทนได้
- เมื่อผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา ดำเนินคดีต่อไปได้
- ผู้เสียหายร้องทุกข์ไว้ต่อมาตาย บุตรไปฟ้องต่อไม่ได้ แต่สิทธิในการถอนคำร้องทุกข์ตกไปถึงบุตรใช้ได้
- หากอัยการเป็นผู้ฟ้อง โดยผู้เสียหายไม่ได้ฟ้อง ต่อมาผู้เสียหายตาย ทายาทรับมรดกความไม่ได้(เข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการไม่ได้)
- คำฟ้องทนายเซ็นแทนผู้เสียหายไม่ได้ แต่คำร้องได้
- หากผู้เสียหายร้องขอเป็นโจทก์ร่วม แล้วศาลยังไม่ได้สั่ง แต่ตัดสินไปแล้ว ผู้เสียหายไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่อุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษา เพราะไม่สั่งคำขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้
- หากผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการจะถอนฟ้องของอัยการไม่ได้ แต่ถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์ของตัวเองได้
- คดีความผิดต่อแผ่นดิน ต้องถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา หากเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวให้ถอนเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้
- ยื่นคำร้องขอถอนการเข้าเป็นโจทก์ร่วม มีผลเท่ากับถอนฟ้องและจะยื่นเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมอีกไม่ได้
- หากศาลพิพากษายกฟ้องแล้วอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์แต่โจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมจะยื่นฎีกาอีกไม่ได้
- ถอนฎีกาชั่วคราวเพื่อไปจัดทำมายื่นใหม่ทำได้ แต่หากถอนฟ้องเพื่อไปแก้ไขมายื่นใหม่ไม่ได้
- เมื่อถอนฟ้องแล้วกลับมาขอเป็นโจทก์ร่วมอีกไม่ได้
- คดีที่มีการเปรียบเทียบปรับกันแล้ว แต่ต่อมาปรากฏว่ากรณีมิใช่ความผิดลหุโทษ คดีไม่อาจเลิกกันได้
- หากโจทก์ตายในชั้นฎีกา ซึ่งโจทก์เป็นผู้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมดำเนินการพิจารณาต่อไปได้
- ในกรณีเป็นโจทก์เอง หากจำเลยตายคดีอาญาระงับ แพ่งไม่ระงับ (แพ่ง ยื่นอุทธรณ์ ๑ เดือน อาญา ยื่นอุทธรณ์ ๑ เดือน)
- แต่หากเป็นโจทก์ร่วมและถือตามคำฟ้องของอัยการ หากจำเลยตายย่อมระงับทั้งแพ่งและอาญา
- ถอนคำร้องทุกข์ เพื่อจะยื่นฟ้องเอง ถือว่าสิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับฟ้องได้
- หากผู้เสียหายตาย โดยที่ยื่นฟ้องเองหรือไม่ฟ้องเองก็ตาม ในคดีที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน เช่น ฉ้อโกง, ทำให้เสียทรัพย์ ทายาท (ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี ภริยา) สามารถดำเนินการต่อได้ (คดีอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์ก็ได้)
- แถลงว่าถอนฟ้องเพื่อไปเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ แต่ไม่ได้ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมดังที่แถลง ถือเป็นการถอนไม่เด็ดขาด ดำเนินคดีต่อไปได้
- แถลงว่าถอนฟ้องเพื่อไปเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ไม่ตัดสิทธิในการยื่นฟ้องใหม่ได้อีก
- ยอมความด้วยวาจาได้ และการยอมความไม่ต้องคำนึงว่าอัยการยินยอมหรือไม่
- การกระทำคราวเดียวกรรมเดียว หากศาลตัดสินเสร็จเด็ดขาดข้อหาใดแล้ว จะนำข้อหาอื่นมาฟ้องอีกไม่ได้
- ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะฟ้องโจทก์ขาดรายละเอียดเรื่องเวลา สถานที่เกิดเหตุ ถือว่าได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว ฟ้องจำเลยใหม่อีกไม่ได้
- ผู้เสียหายฟ้องเองแต่ขาดรายละเอียดเรื่องเวลา สถานที่เกิดเหตุ ศาลตัดสินยกฟ้อง อัยการจะฟ้องใหม่ไม่ได้
- อัยการฟ้องข้อหาหนึ่งแต่ศาลตัดสินอีกข้อหาหนึ่งให้ยกฟ้อง ต่อมาผู้เสียหายจะนำมาฟ้องอีกไม่ได้
- ศาลยกฟ้อง เพราะโจทก์ไม่แก้ฟ้องให้ถูกต้อง ไม่ระบุเวลาการทำผิด ไม่มีพยานมาสืบ นำมาฟ้องใหม่ไม่ได้ แต่หากแกล้งฟ้องให้ไม่ถูกต้อง สามารถนำมาฟ้องใหม่ได้และหากโจทก์ไม่ได้ลงชื่อในฟ้องก็นำมาฟ้องใหม่ได้
- ความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นการทำร้ายกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นและทำร้ายการครอบครองของผู้อื่นด้วย
- ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ เป็นการทำร้ายกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นเพียงอย่างเดียว
- ลักทรัพย์ ทรัพย์นั้นต้องอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นขณะที่เอาไป
- หากขณะที่ลักของ เจ้าของรวมคนนั้นไม่ได้ครอบครองทรัพย์อยู่ แล้วมาลักเอาไป ผิดฐานลักทรัพย์ แต่ถ้าเจ้าของรวมคนนั้นครอบครองทรัพย์อยู่ แล้วเอาไป ผิดฐานยักยอก
- การหลอกเอากรรมสิทธิ์เป็นฉ้อโกง แต่การหลอกเอาการครอบครองเป็นลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย
- ฉ้อโกง เช่น หลอกซื้อของ ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย เช่น หลอกขอยืม หลอกขอเช่าทรัพย์
- ความผิดฐานลักทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ บุกรุก ทั้งเจ้าของ ผู้ครอบครองเป็นผู้เสียหาย
- ความผิดฐานฉ้อโกง ผู้ถูกหลอกลวงเป็นผู้เสียหายแม้ทรัพย์จะเป็นของผู้อื่นก็ตาม
- ความผิดฐานยักยอก เจ้าของหรือผู้ครอบครองดูแลทรัพย์ขณะที่ถูกยักยอกเป็นผู้เสียหาย
- เจ้าของบัญชีซึ่งรับเงินโอนมาจากเจ้าของเงิน เพื่อให้นำไปมอบกับอีกคนหนึ่ง เมื่อนำไปมอบแล้วถูกยักยอก เจ้าของบัญชีไม่ใช่ผู้เสียหาย
- ผู้สืบสันดาน ที่จะฟ้องแทนผู้เสียหาย ต้องเป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริง แม้บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
- ภริยา ต้องชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสกัน
- เบิกความเท็จพาดพิงถึงคนอื่นซึ่งไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย ผู้ที่ถูกพาดพิงไม่ใช่ผู้เสียหาย
- แจ้งความเท็จว่าบุคคลอื่นเป็นบิดาของเด็ก โดยที่บิดาจริงไม่ได้จดทะเบียนสมรส บุคคลอื่นที่ถูกแจ้งว่าเป็นบิดาเป็นผู้เสียหาย ส่วนบิดาจริงไม่ใช่
- แจ้งความเท็จว่าไม่มีคู่สมรสและจดทะเบียนซ้อน ทั้งคู่สมรสเดิมและใหม่เป็นผู้เสียหาย
- การที่จำเลยขอทุเลาการบังคับแล้วแสดงหลักทรัพย์เท็จต่อศาล โจทก์ผู้ชนะคดีเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จ
- เจ้าพนักงานใช้อุบายช่วยเหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่ง ผู้สมัครคนอื่นเป็นผู้เสียหายไม่ใช่พรรคการเมือง
- ทายาทผู้ถูกรถชนตายเป็นผู้เสียหายในกรณีเจ้าพนักงานจดคำพยานไม่ตรงความจริงเพื่อช่วยจำเลยและกรณีที่มีพยานเบิกความเท็จในคดีอาญาเรื่องรถชนกันนั้น
- แจ้งความเป็นหลักฐาน โดยแจ้งเท็จต่อตำรวจว่ามีผู้ยักยอกทรัพย์ตนไป แต่ไม่ประสงค์ดำเนินคดี ผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ใช่ผู้เสียหาย
- แต่หากนำไปฟ้องในชั้นศาลและเข้าเบิกความเท็จต่อศาล ผู้ที่ถูกพาดพิงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฟ้องและเบิกความเท็จ
- ผู้เยาว์ซึ่งมีอายุพอสมควรก็มีอำนาจร้องทุกข์เองได้, ถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้แม้จะขัดความประสงค์ของผู้แทนโดยชอบธรรม
- ผู้เยาว์ฟ้องคดีหรือเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้
- ถ้าผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18 ปี ในวันแจ้งข้อกล่าวหาต้องจัดทนาย, นักจิต, คนที่เด็กร้องขอ และอัยการเข้าร่วมสอบสวน
- ผู้ถือหุ้นไม่ใช่ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆของบริษัท จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่หากผู้จัดการทำผิดเองแล้วไม่แจ้งความ ผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหาย
- หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ไม่ลงชื่อผู้รับมอบอำนาจก็สมบูรณ์
- คดีความผิดต่อส่วนตัว หากรับคำร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ใด แต่ไปดำเนินคดีกับบุคคลอื่นนอกเหนือจากที่ระบุถือว่าไม่ชอบ
- หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่บริษัท ก. แต่ผู้รับมอบอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีทั้งบริษัท ก. และนาย ข. ผู้จัดการไม่ได้ แต่หากต่อมาภายในอายุความร้องทุกข์ ผู้มอบอำนาจให้การยืนยันต่อ พงส. ให้ดำเนินคดีทั้งบริษัท ก. และนาย ข. ย่อมทำได้
- พงส.ที่ไม่ได้เข้าเวร สามารถรับคำร้องทุกข์และทำการสอบสวนได้
- การจับหากไม่ชอบก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบไปด้วย
- ความผิดต่อส่วนตัว หากผู้เสียหายร้องทุกข์โดยระบุฐานความผิดแล้ว แม้อัยการเห็นว่ายังเป็นความผิดฐานอื่นอีก ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง
- หากแจ้งเป็นหลักฐานยังไม่มอบคดี ไม่เป็นคำร้องทุกข์
- ความผิดอันยอมความได้ ไม่ต้องบรรยายมาในฟ้องว่าผู้เสียหายร้องทุกข์แล้ว
- อัยการและผู้เสียหายต่างมีอำนาจฟ้องในมูลกรณีเดียวกันไม่เป็นฟ้องซ้อน
- คดีที่ผู้เสียหายฟ้องคดีด้วยตัวเองแล้ว ผู้เสียหายอีกคนจะร้องขอเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้
- ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมในระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีเท่านั้น
- ปลอมลายมือชื่อของผู้รับเงินตามเช็คแล้วนำไปหลอกธนาคาร ธนาคารเป็นผู้เสียหายในความผิดฉ้อโกง ส่วนผู้มีชื่อตามเช็คเป็นผู้เสียหาย ในความผิดฐานปลอมเอกสาร
- กรณีการรับฝากเงิน ผู้รับฝากเงินเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้ฝาก
- กรณีบัตรเอทีเอ็มที่ลูกค้าไม่ได้เป็นผู้ขอออกบัตร แต่มีคนปลอมลายมือชื่อมาขอออกบัตรเอทีเอ็มแล้วนำไปกดเงิน ผู้เสียหายคือธนาคาร แต่หากเป็นบัตรเอทีเอ็มของลูกค้าที่ลูกค้าขอออกบัตรเองแล้วมีผู้หลอกลวงเอาบัตรไปกดเงิน ผู้เสียหายคือลูกค้า
- เอาเงินให้จำเลยนำไปให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้เข้ารับราชการแล้วถูกจำเลยเอาเงินไป ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่หากเอาเงินให้จำเลยไปโดยไม่ทราบว่าจะเอาไปทำอะไร ย่อมเป็นผู้เสียหายอยู่
- หลอกลวงให้ผู้เสียหายเอาเงินมาเล่นการพนันเพื่อโกงบุคคลที่สาม ย่อมทำให้ไม่เป็นผู้เสียหายอีกต่อไป เพราะมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วย แต่หากหลอกให้โจทก์เล่นการพนันเพื่อหลอกเอาเงินโจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายอยู่
- คู่ความในคดีที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จได้ ต้องเป็นตัวความที่แท้จริง ทนายจึงไม่ใช่
- ในการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คู่ความอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จ
- คู่ความเบิกความเท็จในชั้นไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดี(มาศาลไม่ได้เพราะป่วย) คู่ความอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้เสียหายฟ้องว่าจำเลยเบิกความเท็จไม่ได้
- จำเลยเบิกความเท็จในชั้นไต่สวนเพื่ออนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย
- จำเลยเบิกความเท็จเกี่ยวกับค่าเสียหาย แต่เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับ โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จ
- การที่จำเลยฟ้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีอาญา แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้อง โจทก์ก็เป็นผู้เสียหาย
- แม้ความผิดฐานแจ้งความเท็จจะเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานแต่ราษฎรก็อาจเป็นผู้เสียหายได้ เช่น ข้อความเท็จนั้นมีผลทำให้ผู้เสียหายต้องถูกดำเนินคดีอาญา ถูกใส่ร้ายว่าสถานที่ซึ่งเราเป็นเจ้าของมีสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่
- จำเลยเสนอหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับอันเป็นเท็จ โดยแจ้งว่าหลักประกันมีราคาสูงเกินจริง ศาลหลงเชื่อจึงอนุญาตให้ทุเลาการบังคับ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จ
- การยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาอันเป็นเท็จ ศาลเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จ
- การแจ้งความเท็จต่อตำรวจขอลง ปจว.ว่ารถเฉี่ยวชนบ้างหรือสมุดเงินฝากและเอทีเอ็มหายบ้าง ผู้เสียหายโดยตรงคือตำรวจ
- เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินแล้วไปแจ้งหาย เจ้าพนักงานเป็นผู้เสียหาย แต่หากไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินแล้วไปแจ้งหาย ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินเป็นผู้เสียหาย
- เช่ารถยนต์แล้วเอาไปจากนั้นมาแจ้งเท็จว่าถูกชิงทรัพย์ ผู้เสียหายฐานแจ้งเท็จคือเจ้าพนักงาน
- อ้างว่าป่วยซึ่งเป็นเท็จ ผู้เสียหายฐานแจ้งเท็จคือศาล
- ชายจดทะเบียนสมรสซ้อน ผู้เสียหายฐานแจ้งเท็จคือภรรยาใหม่และเก่า
- ผู้ครอบครองทรัพย์ แม้มิใช่เป็นเจ้าของก็เป็นผู้เสียหายฐานยักยอกได้
- แต่งตั้งทนายว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แต่ทนายไม่มีอำนาจรับเงิน ฉะนั้นผู้เสียหายในคดียักยอกเงินคือผู้ที่จ่ายเงินให้ทนาย
- ผู้จัดการของโจทก์ยักยอกเงินไปใช้ โจทก์เป็นผู้เสียหายในคดียักยอก
- ผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองดูแลจัดการทรัพย์มรดก จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดยักยอก
- หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดยักยอกทรัพย์ของห้างได้
- กรณีหุ้นส่วนผู้จัดการยักยอกทรัพย์ หุ้นส่วนคนอื่นๆ คนใดคนหนึ่งเป็นผู้เสียหายมอบอำนาจให้ผู้อื่นร้องทุกข์ได้
- ผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น ผู้ครอบครองดูแลทรัพย์ก็เป็นผู้เสียหายได้
- ผู้เช่าเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุก ผู้อาศัยผู้เช่าอีกทอดไม่ใช่ผู้เสียหาย
- ผู้ครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดบุกรุก แต่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ได้ เช่น มีผู้เข้าไปทำลายต้นไม้ที่ปลูกไว้
- ถ้าเจ้าของอนุญาตให้พักอาศัยอยู่เท่านั้นโดยไม่ได้มอบหมายโดยตรงให้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์นั้น ผู้พักอาศัยไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
- ความผิดฐานปลอมเอกสารถือว่าผู้ที่ถูกปลอมลายมือชื่อได้รับความเสียหาย ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารปลอมผู้ที่ได้รับความเสียหายคือผู้ที่จำเลยนำเอกสารปลอมนั้นไปใช้
- แก้เวลาเข้าทำงานเพื่อให้ดูว่าจำเลยมาทำงานทันเวลาราชการ โดยลบเวลาของโจทก์จาก 08.00 น. แล้วเขียนใหม่เป็น 07.46 น. โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมและใช้
- ความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เอกชนสามารถเป็นผู้เสียหายได้ เช่น เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยผู้กระทำผิด ผู้เสียหายในฐานความผิดนั้น ย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
- ก. สั่งจ่ายเงินให้ ข. โดยระบุจ่ายสดหรือผู้ถือเป็นผู้รับเงินต่อมา ข. นำเช็คไปชำระหนี้แก่ ค. แล้ว ค. นำเช็คไปขึ้นธนาคารปฏิเสธ ผู้เสียหายคือ ข. ไม่ใช่ ค. เพราะผู้ทรงเช็คเท่านั้นเป็นผู้เสียหายในคดีเช็ค
- เช็คที่มีมูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือเช็คที่มีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย ถือว่าผู้เสียหายไม่ใช่ผู้ทรงเช็คและไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย
- กรณีผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ถือว่าการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
- กรณีหมิ่นประมาทบุคคลใดบุคคลหนึ่งในกลุ่มบุคคล โดยไม่ได้เจาะจงหรือจากถ้อยคำไม่อาจทราบว่าเป็นผู้ใดในกลุ่มนั้น คนใดคนหนึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย เช่น หมิ่นประมาทแพทย์ชายคนหนึ่งของโรงพยาบาลศิริราช
- กรณีหมิ่นประมาททุกคนที่อยู่ในกลุ่มบุคคลนั้น คนใดคนหนึ่งเป็นผู้เสียหายได้ เช่น หมิ่นประมาทพระทั้งวัด, หมิ่นประมาททนายเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งมีประมาณ ๑๐ คน
- ต่างคนต่างดูหมิ่นกันไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่หากดูหมิ่นกันคนละตอนคนละวาระต่างเป็นผู้เสียหายได้
- ผู้เยาว์ร้องทุกข์เองได้ แต่ฟ้องคดีเองไม่ได้ กรณีผู้เยาว์ร้องทุกข์ ผู้แทนโดยชอบธรรมจะถอนคำร้องทุกข์อันฝืนต่อความประสงค์ของผู้เยาว์ไม่ได้
- ผู้แทนโดยชอบธรรม คือ บิดามารดา โดยชอบด้วยกฎหมายไม่ถือตามหลักสายโลหิต
- บุพการี, ผู้สืบสันดาน ตาม ม.๕(๒) ถือตามความเป็นจริง(ตามสายโลหิต) แต่สามีภรรยาต้องถูกต้องตามกฎหมาย
- สิทธิในการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ตกทอดไปยังทายาท ทายาทจึงไม่มีสิทธิดำเนินคดีอาญาในความผิดที่เจ้ามรดกเป็นผู้เสียหาย (ขณะเกิดเหตุเจ้ามรดกไม่ได้ร้องทุกข์ไว้เมื่อตายแล้วผู้รับมรดกจึงไม่มีสิทธิฟ้อง)
- แต่ถ้าเจ้ามรดกร้องทุกข์ไว้แล้วต่อมาเจ้ามรดกตายทายาทถอนคำร้องทุกข์ได้
- ความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้ผู้เสียหายตายก่อนร้องทุกข์ พ่อแม่ลูกเมีย ถือว่าเป็นผู้เสียหายร้องทุกข์ได้
- หากล่ามไม่ปฏิญาณหรือสาบานก่อนแปลมีผลทำให้คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาไม่ได้ แต่การสอบสวนยังชอบอยู่ โจทก์ฟ้องได้
- ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวได้ จำเลยต้องเป็นคนวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ พร้อมกันทั้งสองอย่าง
- ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ก่อนคดีเสร็จเด็ดขาด
- ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่ผู้เสียหายอื่นฟ้องไว้แล้วไม่ได้
- คดีที่อยู่ในระหว่างฟ้องอยู่แล้วหากมีการนำขึ้นฟ้องอีกเป็นฟ้องซ้อน
- คดีที่มีผู้เสียหายหลายคน การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งฟ้องผู้กระทำผิด ไม่ถือเป็นการฟ้องแทนผู้เสียหายคนอื่นด้วย ผู้เสียหายคนอื่นจึงมีสิทธิฟ้องผู้กระทำผิดได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้อน
- กทม. ให้ ร.ต.ต.ขึ้นไปสอบสวน ต่างจังหวัดให้ฝ่ายปกครองหรือ ร.ต.ต.ขึ้นไป สอบสวน
- การที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวหรือมาตามหมายเรียกแล้ว พงส.แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ไม่ถือว่าเป็นการจับกุมตัว
- สถานีตำรวจที่รับมอบตัวผู้ต้องหา หากไม่ใช่เป็นท้องที่ที่ความผิดเกิด อ้าง หรือเชื่อว่าเกิดหรือผู้ต้องหามีที่อยู่ สถานีดังกล่าวก็ไม่มีอำนาจสอบสวน
- พงส.ทำการสอบสวนคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของตน แม้จะเป็นเพียงบางส่วนโดยส่วนอื่นสอบสวนโดย พงส.ผู้มีอำนาจก็ตามมีผลให้การสอบสวนไม่ชอบ อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง
- ความผิดฐานยักยอก เหตุเกิด ณ ที่ที่จำเลยปฏิเสธ เช่น ฝากทรัพย์กับจำเลยที่ประเทศซาอุ ต่อมากลับมาไทยสอบถามจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาไปที่ อ.ลี้ สภ.ลี้ มีอำนาจสอบสวน
- ตำรวจจับนาย ก. พร้อมยาบ้า ๔๐๐ เม็ด ที่ อ.ปางศิลาทอง นาย ก. ให้การซัดทอดว่าซื้อมาจากนาย ข. ที่ อ.คลองลาน ตำรวจตามไปจับ นาย ข. ได้ที่ อ.เมือง ส่ง พงส. อ.ปางศิลาทอง สอบสวน การสอบสวน นาย ก. ชอบ ส่วนนาย ข. ไม่ชอบ
- พงส.ในท้องที่ความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นย่อมมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานรับของโจรด้วย
- ความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค ถือว่าท้องที่ที่จำเลยออกเช็คเป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน พงส.ทั้งสองที่สอบสวนได้
- ก. และ ข. ร่วมกันขายยาบ้า ตำรวจล่อซื้อและจับกุม ข. ได้ที่บางขุนเทียน ข. พาตำรวจไปจับ ก. ได้ที่พระยาไกร โดยต่อเนื่องทันที่ ฉะนั้น สน.บางขุนเทียน สอบสวนได้ทั้ง ก. และ ข.
- จำเลยถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในเรือนจำ ถือว่าเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของจำเลย
- คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองให้ถือว่าธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นที่ความผิดเกิด
- การโอนคดี
๑. กรณียื่นฟ้องต่อศาลที่ความผิดมิได้เกิดขึ้น โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิร้องขอโอนไปยังศาลที่ความผิดเกิด
๒. กรณียื่นฟ้องต่อศาลที่ความผิดเกิด แต่โจทก์เห็นสะดวกให้โอนไปศาลที่จำเลยถูกจับหรือมีภูมิลำเนาอยู่ ให้โจทก์เท่านั้นร้องขอ
- กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีไว้แล้วตายลง บุพการี ผู้สืบสันดาน (ตามความเป็นจริง) สามีภรรยา(ตามกฎหมาย) ฟ้องต่อได้ แต่กรณีร้องทุกข์ ผู้แทนโดยชอบธรรม(ตามกฎหมาย) สามารถถอนคำร้องทุกข์ได้
- การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมทำเป็นคำร้อง ไม่ได้ทำเป็นคำฟ้อง ทนายจึงลงชื่อแทนโจทก์ร่วมได้
- ผู้เยาว์ฟ้องคดีเองไม่ได้ ฉะนั้นก็ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการไม่ได้แม้ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม
- เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา อัยการไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ได้ แต่หากอัยการอุทธรณ์ โดยโจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ ถ้าถึงฎีกา โจทก์ฎีกาไม่ได้
- ถอนฟ้องคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว(อาญาแผ่นดิน) ต้องยื่นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวจะถอนฟ้องหรือยอมความเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้
- กรณีโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมมีผลเท่ากับเป็นการถอนฟ้อง
- หากผู้เสียหายถอนฟ้องเพื่อร่วมเป็นโจทก์กับอัยการหาใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาดไม่ ฉะนั้นดำเนินการต่อได้
- ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าถอนชั่วคราวเพื่อไปสอบถามยังกองทหารว่าจำเลยเป็นทหารหรือไม่ ถอนฟ้องเพื่อรอฟังผลคดีแพ่ง, ถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าบกพร่อง ทั้งหมดถือว่าถอนฟ้องเด็ดขาดแล้ว
- ผู้เสียหายคนหนึ่งถอนฟ้องไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นฟ้องใหม่ได้ แต่กรณีผู้จัดการแทนหากถอนฟ้องแล้วผู้จัดการแทนคนอื่นฟ้องไม่ได้
- ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเบื้องต้นไม่ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ พงส.เรียกมาปรับต่อมาผู้เสียหายมีอาการเลือดคั่งในสมองซึ่งเป็นผลจากการทำร้ายของผู้ต้องหา กลายเป็นได้รับอันตรายสาหัสซึ่งปรับไม่ได้ การปรับของ พงส.ไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของผู้เสียหายระงับไป
- เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ศาลต้องจำหน่ายคดีจากสารบบมิใช่พิพากษายกฟ้อง
- การถอนคำร้องทุกข์ผู้เสียหายจะขอถอนต่อ พงส. อัยการหรือศาลก็ได้ แม้คดีจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
- คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล หากมีคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลต้องพิจารณาคำร้องก่อนจะดำเนินคดีต่อไปมิฉะนั้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่
- หากสิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปก่อนฟ้องคดีต่อศาล ศาลต้องพิพากษายกฟ้องแต่หากสิทธิในการดำเนินการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหลังจากฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ศาลต้องจำหน่ายคดี
- การยอมความในคดีอาญาไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
- การยอมรับเช็คฉบับใหม่ที่จำเลยออกให้แทนฉบับเก่าที่เป็นคดีถือว่ามีการยอมความกันแล้ว
- ถ้ายังไม่มีการตกลงยอมความกัน การที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องฝ่ายเดียวต่อศาลว่าไม่ติดใจเอาโทษจำเลยดังนี้ไม่ใช่การยอมความ
- คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดคือคำพิพากษาศาลชั้นต้นจนกระทั่งเลยช่วงระยะเวลาให้ยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว
- ผู้เสียหายฟ้องจำเลยต่อมาอัยการก็ฟ้องจำเลยเช่นกัน ศาลพิพากษาลงโทษในคดีที่อัยการฟ้องแล้ว ดังนั้นสิทธินำคดีมาฟ้องของผู้เสียหายย่อมระงับไป
- ฟ้องจำเลยฐานทำร้ายร่างกายศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ต่อมาผู้เสียหายตาย จะมาฟ้องจำเลยฐานฆ่าคนโดยไม่เจตนาอีกไม่ได้
- ผู้เสียหายและอัยการต่างฟ้องจำเลยต่อศาล หากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องอีกคดีหนึ่งย่อมระงับไป แม้จะฟ้องคดีไว้ก่อนก็ตาม
- จำเลยหลายคนถูกอัยการฟ้องจนศาลตัดสินแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป จำเลยคนใดคนหนึ่งในคดีนั้นจะไปฟ้องจำเลยด้วยกันในเรื่องเดียวกันเป็นคดีใหม่ไม่ได้
- ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องมิได้กล่าวถึงเวลาและสถานที่ซึ่งจำเลยกระทำผิด ฟ้องใหม่ไม่ได้เป็นฟ้องซ้ำ
- ฟ้องเคลือบคลุม นำมาฟ้องใหม่ได้
- ศาลยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนำมาฟ้องใหม่ได้
- การกระทำผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือทำผิดคราวเดียวกัน เมื่อฟ้องและศาลตัดสินเสร็จเด็ดขาดไปแล้วนำไปฟ้องอีกไม่ได้
- การกระทำผิดกรรมเดียวกันมีผู้เสียหายหลายคน เมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งฟ้องคดีจนมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว ผู้เสียหายคนอื่นนำคดีมาฟ้องใหม่ไม่ได้ ต่างกับการถอนฟ้อง ถ้าผู้เสียหายคนหนึ่งถอนฟ้องแล้ว ผู้เสียหายคนอื่นฟ้องคดีได้อีก
- ทุบกระจกรถ ๙ คัน เป็นความผิดหลายกรรม, ใช้ไม้ตีผู้เสียหายหลายคนติดต่อกันเป็นต่างกรรม แต่ถ้าทำร้ายโดยไม่แยกแยะว่าใครเป็นใครเป็นเจตนาอันเดียวกัน
- ข่มขืนในแต่ละครั้งใหม่เป็นความผิดต่างกรรมกัน
- บุกรุกที่ดินผู้เสียหายหลายคนเป็นความผิดต่างกรรมกัน
- บุกรุกอสังหาริมทรัพย์ผู้อื่นเพื่อเข้าไปกระทำผิดข้อหาอื่น(ตั้งใจเข้าไปกระทำผิดในข้อหาอื่น) ถือว่าเป็นกรรมเดียว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาใดไปจนศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์จะนำข้อหาอื่นมาฟ้องอีกไม่ได้
- ข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ แต่ละครั้ง เป็นการกระทำต่างกรรมกัน
- ลักเอาเช็คผู้อื่นไปแล้ว ปลอม จากนั้นนำไปเบิกถอนเงินเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท
- เบิกความเท็จหลายตอนในคราวเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียว
- นำคดีไปฟ้องต่อศาลที่ไม่มีอำนาจ ศาลจึงจำหน่ายคดี ต่อมาจึงไปฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ แต่พ้นกำหนดอายุความไปแล้ว ดังนั้นสิทธิการฟ้องของโจทก์จึงระงับ
- คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ปกติแล้วคดีแพ่งต้องยื่นคำให้การภายใน ๑๕ วัน นับแต่ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง แต่สำหรับคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ปกติศาลจะให้ยื่นคำให้การในวันสืบพยาน
- คดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยตายมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลล่างในส่วนให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ระงับไปด้วย แต่ถ้าผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเอง เมื่อจำเลยตายคดีส่วนแพ่งต้องมีการรับมรดกความ
- คดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
- การพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฎในคำพิพากาษาคดีส่วนอาญา
- อัยการมีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายในความผิด ๙ ฐาน คือ ลัก,วิ่ง,ชิง,ปล้น,โจร,กรร,ฉ้อ,ยัก,รับ
- เงินสินบน, ค่าแรงงานที่ถูกฉ้อโกง, ค่าไถ่ทรัพย์ในคดีรับของโจร, เงินค่าเข้าอยู่โรงแรม ทั้งหมดนี้อัยการเรียกให้คืนไม่ได้
- สลากกินแบ่งที่ถูกรางวัล อัยการขอเรียกคืนเงินรางวัลให้ได้
- หากในคดีเดียวกันมีความผิดหลายบทรวมทั้งมีความผิด ๑ ใน ๙ ฐานอยู่ด้วย แต่ศาลให้ลงโทษบทหนักซึ่งไม่ใช่ความผิด ๑ ใน ๙ ฐานนี้ อัยการก็มีสิทธิ์เรียกทรัพย์หรือเงินแทนผู้เสียหายอยู่ แต่หากศาลยกฟ้องความผิด ๑ ใน ๙ ฐานไปเหลือเพียงความผิดอย่างอื่นอัยการเรียกแทนไม่ได้
- อัยการไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย
- วิ่งราวได้ทรัพย์ไปส่วนหนึ่งแต่อีกส่วนตกหาย อัยการขอคืนได้เฉพาะส่วนที่เอาไป
- แม้ศาลจะยกฟ้องคดีส่วนอาญา แต่ศาลยังมีอำนาจสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์แก่ผู้เสียหายได้ในคำขอส่วนแพ่ง แต่ถ้าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับคำขอส่วนแพ่งก็ตกไปด้วย
- คดีที่ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วม หากอัยการมีคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แล้ว ผู้เสียหายไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่หากชั้นอุทธรณ์โจทก์ร่วมอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย
- ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
- อัยการมีสิทธิขอให้ใช้ทรัพย์ในคดีอาญาโดยไม่ต้องคำนึงถึงทุนทรัพย์ส่วนแพ่งว่าอยู่ในอำนาจศาลแขวงหรือไม่ ดังนั้นหากผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเองหรือเป็นโจทก์ร่วมก็ไม่อาจขอส่วนแพ่งที่มีทุนทรัพย์เกินศาลแขวงได้ (คือไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท)
- กรณีอัยการเรียกทรัพย์ ยื่นคำร้องได้ในระหว่างคดีกำลังพิจารณาในศาล
- การเรียกค่าสินไหมทดแทนให้ยื่นคำร้องก่อนวันเริ่มสืบพยาน หากไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี
- แม้ศาลจะยกฟ้องคดีส่วนอาญาศาลยังมีอำนาจสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายได้
- คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากาษาคดีส่วนอาญานั้นจะต้องเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเท่านั้น เมื่อผลของคดีอาญาถึงที่สุดแล้วสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งมีอายุความ ๑๐ ปี
- คดีที่ฟ้องเรียกเงินตามเช็คไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
- คดีส่วนแพ่งที่จะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คดีต้องถึงที่สุดแล้วเท่านั้น ข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา
- คดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
- คดีอาญาแม้โจทก์มิได้มีคำขอเกี่ยวกับของกลางมาด้วยศาลจะสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของก็ได้
- อายุความทางแพ่งในเรื่องละเมิดคือ ๑ ปี
- เหตุออกหมายจับ
๑. ความผิดนั้นมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๓ ปี
๒. เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าคนนั้นน่าจะได้ทำผิดและเชื่อว่าจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่ออันตรายประการอื่น
๓. ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือไม่มาตามหมายเรียก หมายนัด
- จับนาย ก. ฐานขายยาบ้าแล้วนาย ก. พาไปจับนาย ข. ซึ่งเป็นตัวการร่วมที่ห้องพักโดยต่อเนื่องทันทีถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าจับได้เลย
- ซุ่มดูเห็นจำเลยจำหน่ายยาบ้าให้สายลับ สามารถเข้าตรวจค้นจับกุมโดยไม่มีหมายได้
- เห็นจำเลยโยนยาเสพติดออกนอกหน้าต่างสามารถเข้าตรวจค้นจับกุมโดยไม่มีหมายได้
- ทะเลาะวิวาทยุติลงแล้วไม่สามารถจับกุมได้
- ค้นพบของกลางที่บ้านจำเลย จำเลยรับว่าเป็นของตน ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าจับโดยไม่มีหมายไม่ได้
- เมื่อมีการจับกุมโดยชอบแล้วแม้จะมีตำรวจที่ไม่ได้ร่วมจับกุมมาลงชื่อในบันทึกจับกุมด้วยก็ไม่ทำให้การจับกุมกลายเป็นไม่ชอบไม่
- การค้น, การจับไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบไปด้วย
- ความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฝากขังได้ไม่เกิน ๗ วัน
- ความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๖ เดือน แต่ไม่ถึง ๑๐ ปี หรือปรับเกิน ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฝากขังได้ครั้งละ ๑๒ วัน รวมกันแล้วไม่เกิน ๔๘ วัน
- ความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกินตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป จะมีโทษปรับหรือไม่ก็ตาม ฝากขังได้ครั้งละ ๑๒ วัน รวมกันแล้วไม่เกิน ๘๔ วัน
- ฝากขังครั้งที่ ๕ เป็นต้นไป ต้องมีการไต่สวน
- คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาต่อไป จะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ แต่ยื่นขอใหม่ได้
- เมื่อศาลสั่งขังระหว่างสอบสวนจนครบกำหนดแล้วจะขอให้ศาลสั่งขังอีกไม่ได้ แต่หากต้องส่งตัวฟ้องศาลแล้วให้เจ้าพนักงานสามารถควบคุมตัวมาเพื่อส่งฟ้องต่อศาลได้
- หมายค้นซึ่งบ้านเลขที่ในหมายผิดกับความจริงเป็นการค้นโดยชอบอยู่
- นาย ก. ถูกฝากขังในคดีหนึ่งแล้ว อีกคดีหนึ่งของนาย ก. สามารถฝากขังได้เช่นกัน
- เหตุออกหมายจับ, หมายขัง คือ
๑. มีหลักฐานตามสมควรว่าน่าจะทำผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๓ ปี
๒. บุคคลนั้นน่าจะได้ทำผิดอาญา, มีเหตุเชื่อว่าจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่ออันตรายประการอื่น
- มีหมายจับเจ้าบ้าน(รวมถึงคู่สมรส) ไม่ต้องมีหมายค้น
- พบกำลังต้มสุราเถื่อนเข้าค้นจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมาย
- การค้นต้องทำต่อหน้าเจ้าของหรือบุคคลในครอบครัวหากไม่มีต้องทำต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อย ๒ คน ที่ขอให้มาเป็นพยาน
- ค้นต่อหน้าคนในครอบครัวซึ่งตาบอดสองข้างและหูหนวก และบุคคลอื่นที่ขอมาเป็นพยานเป็นการค้นโดยชอบ
- ใช้มือกดอาวุธปืนไม่ให้ตำรวจดึงออกมาจากเอวของจำเลย ผิดต่อสู้ขัดขวางโดยใช้กำลังประทุษร้าย
- กรณีบุคคลถูกคุมขังโดยไม่ชอบ บุคคลที่ขอให้ปล่อยได้ คือ
๑. ผู้ถูกคุมขัง
๒. อัยการ
๓. พนักงานสอบสวน
๔. ผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดี
๕. สามี ภริยาหรือญาติหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง
- ถูกควบคุมโดยมิชอบโดยศาลทหาร แต่ร้องขอให้ปล่อยต่อศาลยุติธรรมได้
- คดีที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๕ ปีขึ้นไป การปล่อยชั่วคราวต้องมีประกันและจะมีหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้
- การปล่อยชั่วคราวคดีที่มีโทษจำคุกเกิน ๑๐ ปี ต้องถาม พงส. อัยการหรือโจทก์ ว่าจะคัดค้านหรือไม่
- การปล่อยชั่วคราวต้องรีบดำเนินการสอบสวนให้เสร็จใน ๓ เดือน หากยังไม่เสร็จให้ยืดได้แต่ไม่เกิน ๖ เดือน เมื่อครบ ๖ เดือน ยังไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาได้ ต้องคืนหลักประกันไปและหากจำเป็นต้องควบคุมผู้ต้องหาอีกต้องขอให้ศาลสั่งขัง
- แม้จะครบ ๖ เดือนแล้วสอบสวนยังไม่เสร็จทำให้ผู้ต้องหาหลุดพ้นจากการควบคุม แต่ก็มิใช่บทบังคับให้ พงส.หรืออัยการจำต้องส่งผู้ต้องหามาศาลและยื่นขอฝากขังผู้ต้องหาไว้เสมอไป เว้นแต่มีความจำเป็นต้องควบคุมผู้ต้องหาต่อไปอีก ฉะนั้นการสอบสวนยังชอบอยู่ต่อไป ยื่นฟ้องได้
- จะอุทธรณ์หรือฎีกาปกติแล้วให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ภายใน ๑ เดือนนับแต่วันอ่าน(ม.๑๙๘, ๒๑๖)
- คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยืนตามศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวใหม่
- การยื่นคำร้องอุทธรณ์ปล่อยชั่วคราวนี้ไม่ต้องอุทธรณ์ตาม ม.๑๙๘,๒๑๖
- กรณีผิดสัญญาประกันในชั้นศาล ศาลบังคับตามสัญญาประกันได้โดยไม่ต้องฟ้อง โดยหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่กรณี พงส.และอัยการต้องมีการฟ้องคดีต่อศาลก่อน โดย พงส.เป็นผู้ฟ้องได้เองไม่ต้องได้รับมอบอำนาจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อน พงส.นี้หมายถึง พงส.คนใดในโรงพักเดียวกันก็ได้
- พงส.ที่เป็นผู้รับสัญญาประกัน หากย้ายไปทำงานที่อื่นแล้วไม่มีสิทธิลงชื่อ
- กำหนดเวลาให้ผู้ประกันชำระหนี้ตามสัญญาประกัน(กรณีผิดสัญญาประกัน) ต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ เมื่อครบกำหนดจึงเริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้
- คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาการผิดสัญญาประกันเป็นที่สุด
- หากผู้ประกันตายก่อนผิดสัญญาประกัน สัญญาประกันระงับ ความรับผิดตามสัญญาประกันไม่ตกทอดยังทายาท แต่หากผู้ประกันตายหลังผิดสัญญาประกัน ความรับผิดตกไปยังทายาท
- ถ้าผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยตามนัดได้ แม้ศาลจะตัดสินให้ยกฟ้องและปล่อยตัวจำเลยก็ยังถือว่าผู้ประกันผิดสัญญาประกันอยู่ แต่หากนำตัวจำเลยมาส่งศาลภายหลัง อาจเป็นเหตุให้ลดค่าปรับได้
- ผู้ประกันไม่นำตัวจำเลยมาส่งศาล ย่อมผิดสัญญาประกันแม้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้วก็ตาม ผู้ประกันจะอ้างให้ตนพ้นความรับผิดไม่ได้ (แม้โจทก์ถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์ไปแล้วก็ต้องนำตัวผู้ต้องหามาส่งศาลให้ศาลถอนประกันก่อน)
- หากจำเลยตายก่อนวันนัดพิจารณา ผู้ประกันไม่ผิดสัญญา
- ผู้ประกันผิดสัญญาประกันแล้ว แม้ภายหลังมีกฎหมายนิรโทษกรรมยกเว้นความผิด ผู้ประกันก็ไม่พ้นความรับผิด
- เมื่อนายประกันไม่ส่งผู้ต้องหาตามนัด แม้จะมีการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาก่อนถึงกำหนดนัด นายประกันก็ไม่พ้นผิด
- หากจำเลยถูกควบคุมตัวในคดีอื่น ผู้ประกันไม่สามารถนำตัวมาส่งได้ ไม่ผิดสัญญาประกัน
- ศาลสั่งปรับนายประกันสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน ๑ เดือน นับแต่ศาลมีคำสั่ง
- การของดหรือลดค่าปรับถือว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด
- กรณีขอแก้ไขฟ้องโดยเพิ่มเติมฐานความผิดต้องมีการสอบสวนในฐานความผิดที่ขอเพิ่มเติมนั้นด้วย ม.๑๒๐
- กรณีผู้บาดเจ็บไม่สาหัสกลายเป็นสาหัสระหว่างพิจารณาชั้นศาลหรือจากสาหัสกลายเป็นตายระหว่างพิจารณาชั้นศาลต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมมิเช่นนั้นจะขอแก้ไขเพิ่มเติมฐานความผิดไม่ได้
- การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย
๑. สอบสวนโดย พงส.ผู้มีอำนาจ
๒. ความผิดต่อส่วนตัวต้องมีการร้องทุกข์ก่อน เช่น หุ้นส่วนผู้จัดการหลอกลูกค้าว่าโจทก์ร่วมขึ้นราคาสินค้า ลูกค้าเชื่อจึงซื้อของ ฉะนั้นเงินส่วนเกินที่ขายได้เป็นของลูกค้าไม่ใช่ของผู้จัดการ ผู้เสียหายก็คือลูกค้าไม่ใช่โจทก์ร่วม
๒.๑ ผู้ร้องทุกข์ต้องเป็นผู้เสียหาย
๒.๒ เป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย
- หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์แทน ต้องระบุว่าให้มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยด้วย
๒.๓ ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานที่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ พงส.ท้องที่อื่นก็รับคำร้องทุกข์ได้, พงส.ที่ไม่ได้เข้าเวรก็มีฐานะเป็น พงส.อยู่ รับคำร้องทุกข์ได้
- รัฐมนตรีมหาดไทยไม่ใช่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจรับคำร้องทุกข์ไม่ได้
- ตำรวจร้องทุกข์แก่ตนเองและสอบสวนด้วยตนเองได้การสอบสวนชอบ
- การถอนคำร้องทุกข์ ต้องกระทำก่อนคดีถึงที่สุด (ก่อนศาลฎีกาตัดสิน)
- สิทธิขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดต่อส่วนตัวที่เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์ ตกทอดแก่ทายาท ทายาทจึงขอถอนคำร้องทุกข์ได้
- ขอถอนคำร้องทุกข์ชั้นตำรวจ อัยการ หรือศาลก็ได้
๓. ต้องมีการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาและแจ้งข้อหา
- ความผิดที่เกี่ยวกับการกระทำอันเดียวกันหรือความผิดอันเกี่ยวพันกัน พงส.ไม่จำต้องแจ้งข้อหาทุกกระทง ดังนั้น เมื่อ พงส.แจ้งบางข้อหาแล้ว พงส.มีอำนาจสอบสวนได้ทุกข้อหา
- เมื่อมีการแจ้งข้อหาหนึ่งแล้ว หากมีความผิดฐานอื่นปรากฎขึ้นในระหว่างการสอบสวนก็ถือว่าได้สอบสวนฐานความผิดนั้นแล้ว
- แต่หากเป็นความผิดที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันหรือมีเนื้อหาต่างกัน ต้องแจ้งทุกข้อหาด้วย
- การแจ้งข้อหาแก่กรรมการผู้จัดการ แม้ไม่ได้ระบุว่าแจ้งข้อหาดำเนินคดีแก่นิติบุคคลด้วยก็ถือว่าเป็นการแจ้งข้อหาแก่นิติบุคคลด้วยแล้ว
- การสอบสวนพยานหลายคนพร้อมกันและมีคนอื่น(คนนอก) นั่งฟังการสอบสวนด้วย ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป
- การจับหรือค้นที่ไม่ชอบไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป
- ล่ามแปลในชั้นสอบสวนไม่ได้สาบานตน การสอบสวนยังชอบอยู่ แต่มิให้ศาลรับฟัง
- ความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ
- ในเรื่องการสอบสวนเล็กๆน้อยๆ ที่สามารถมอบให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำแทนได้ เช่น การแจ้งข้อหาเพิ่มเติม, การสอบสวนเพิ่มเติม
- การชันสูตรพลิกศพถ้ายังไม่เสร็จ ห้ามมิให้ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล แต่หากไม่มีการชันสูตรเลยหรือทำไม่สมบูรณ์หรือชันสูตรโดยไม่ชอบ ก็ไม่ห้ามให้ฟ้องคดี
- พึ่งได้รับมอบหมายให้ทำการสอบสวนหลังจากที่ผู้ต้องหาอยู่ในเรือนจำ ๑ ปี ๓ เดือน ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ
- สอบผู้ต้องหาที่เรือนจำแล้วนำมาพิมพ์ที่โรงพักว่าสอบสวนที่โรงพัก ไม่ผิด
- โทษประหารหรือผู้ต้องหาอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ต้องจัดให้มีทนายในการสอบปากคำผู้ต้องหา, กรณีคดีมีโทษจำคุกต้องถามก่อนว่ามีทนายหรือไม่ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายให้รัฐจัดหาให้
- กรณีไม่มีการถามเรื่องทนายก่อนสอบปากคำ ศาลรับฟังไม่ได้แต่การสอบสวนชอบอยู่
- กรณีสอบปากคำผู้ต้องหาอายุไม่เกิน ๑๘ ปี หากไม่มีนักจิต, อัยการ, บุคคลที่เด็กร้องขอ ศาลรับฟังไม่ได้ แต่การสอบสวนชอบอยู่
- การสอบสวนเพิ่มเติมจำเป็นต้องเตือนผู้ต้องหาว่าถ้อยคำของผู้ต้องหาอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาอีก
- การที่ พงส.ล่อลวง จูงใจ ขู่เข็ญฯ ให้ผู้ต้องหาให้การ มีผลให้ศาลไม่รับฟัง แต่การสอบสวนยังชอบอยู่
- กรณีไม่รู้ตัวผู้ทำผิด
๑. ถ้าโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี ให้ พงส.งดการสอบสวนและบันทึกเหตุที่งดไว้แล้วส่งบันทึกพร้อมสำนวนให้อัยการ
๒. กรณีโทษจำคุกเกิน ๓ ปี ขึ้นไปให้ พงส.ส่งสำนวนให้อัยการพร้อมความเห็นที่ควรให้งดการสอบสวน
- คดีวิสามัญฆาตกรรมหรือตายในระหว่างควบคุม อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเท่านั้นมีอำนาจออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง
- กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องถ้าเป็น กทม.ให้ส่งให้ ผบ.ตร., รอง ผบ.ตร., ผช.ผบ.ตร. พิจารณา ถ้าเป็นต่างจังหวัดให้เสนอต่อผู้ว่า หากมีความเห็นแย้งให้ส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาด
- เด็กต้องมีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี นับถึงวันที่มีการสอบปากคำ(แจ้งข้อกล่าวหา)
- ให้แพทย์ทำรายงานการชันสูตรภายใน ๗ วัน นับแต่ได้รับแจ้ง ถ้าจำเป็นขยายได้ไม่เกิน ๒ ครั้งครั้งละ ๓๐ วัน
- เมื่อชันสูตรเสร็จแล้วให้ พงส.แจ้งให้อัยการร่วมสอบสวนทำสำนวนชันสูตรให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่ทราบเรื่อง หากจำเป็นขอขยายได้ ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน เสร็จแล้วให้อัยการทำคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้ไต่สวนและทำคำสั่งว่าผู้ตายเป็นใคร ที่ไหนฯ ภายใน ๓๐ วัน ถ้าจำเป็นขยายได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน
- การแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดและแจ้งข้อกล่าวหาตาม ม.๑๓๔ หากไม่ได้ปฏิบัติตาม ถือว่าการสอบสวนไม่ชอบ อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง (ไม่แจ้งข้อกล่าวหา ถือว่าสอบสวนไม่ชอบไม่มีอำนาจฟ้อง)
- เจ้านายใช้ลูกน้องไปเอาตังค์ลูกหนี้ แต่ลูกน้องไม่ส่งเงินให้เอาไปใช้แทน ผิดยักยอก(เจ้านายเป็นผู้เสียหาย)
- แต่ถ้าลูกหนี้ฝากเงินให้ลูกน้องไปให้เจ้านาย(เจ้าหนี้) แล้วลูกน้องไม่ส่งเงินให้เอาไปใช้ผิดยักยอก(ลูกหนี้เป็นผู้เสียหาย)
- ลูกน้องไปหลอกลูกหนี้ว่าเจ้านายให้มาเก็บเงิน แล้วเอาเงินที่ได้ไปใช้แทน ไม่ส่งให้เจ้านายลูกน้องผิดฉ้อโกง (ลูกหนี้เป็นผู้เสียหาย)
- ธนาคารผู้รับฝากเงินถูกจำเลยหลอกลวงเอาเงินไป (ธนาคารเป็นผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เอาเงินมาฝาก)
- ความผิดฐานบุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์, ลักทรัพย์ ไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น ผู้ครอบครองดูแลทรัพย์เหล่านั้นก็เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องได้
- ผู้ไร้ความสามารถให้ครอบคลุมทั้งคนวิกลจริตที่ศาลสั่งและศาลยังไม่ได้สั่งด้วย
- ม.๕(๑) ผู้แทนโดยชอบธรรมถือตามกฎหมายแต่ ๕(๒) ถือตามความเป็นจริง ส่วน ม.๔ และ ม.๕ ในเรื่องสามีภริยาถือตามกฎหมายเท่านั้น (กรณี ๕(๒) ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนจัดการเองไม่ได้)
- รับของโจร ประกอบด้วย ลัก,วิ่ง,ชิง,ปล้น,กรร,ฉ้อ,ยัก,รีด,เจ้าพนักงานยักยอก
- ราษฎรจับได้ ประกอบด้วย ลัก,วิ่ง,ชิง,ปล้น,โจร,กรร,ข่มขืน,ชีวิต,ร่างกาย ฯลฯ
- คนโทรแจ้งเหตุ ตำรวจมาถึงไม่พบผู้ใดขณะลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่ผู้กระทำผิดยังอยู่ในที่เกิดเหตุและผู้เสียหายยืนยันว่าผู้จะต้องถูกจับนั้นเป็นผู้กระทำผิดอาญาที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ก่อนที่ตำรวจจะมาถึง ดังนี้เป็นความผิดซึ่งหน้าจับได้
- อัยการเรียกทรัพย์สินแทนผู้เสียหายในความผิด ๙ ฐาน คือ ลัก,วิ่ง,ชิง,ปล้น,โจร,กรร,ฉ้อ,ยัก,รับ
- ม.๗๑ ความผิดที่สามีทำต่อภริยาหรือภริยาทำต่อสามีแล้วไม่ต้องรับโทษ หากเป็นบุพการีต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานต่อบุพการี หรือพี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ทำต่อกันแล้วยอมความได้และศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ ได้แก่ ลักทรัพย์(รวมทั้งเหตุฉกรรจ์ด้วย), วิ่งราวทรัพย์(วรรคแรกเท่านั้น), ฉ้อโกง, โกงเจ้าหนี้, ยักยอก, รับของโจร, ทำให้เสียทรัพย์, บุกรุก (ลัก,วิ่ง,ฉ้อ,โกง,ยัก,รับ,ทำ,บุก)
ดาวโหลดข้อสอบ ตำรวจสัญญาบัตร สาย อก.2-4 ปป.1-3 สส.5




size="4">วิธีการดาวโหลด inkbucks

ดาวโหลดข้อสอบพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547
http://5d665e0d.linkbucks.com
http://6c3fae34.linkbucks.com
ดาวโหลด กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. 2553
http://6d779210.linkbucks.com
ดาวโหลดข้อสอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546
http://a8833b8f.linkbucks.com
http://3291edad.linkbucks.com
http://d28e7525.linkbucks.com
ดาวโหลดกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินผล ฯ พ.ศ.2547
http://10a8ff06.linkbucks.com
ดาวโหลดพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2554
http://92e29417.linkbucks.com
ดาวโหลดข้อสอบวิชาภาษาไทย (อก2-4)
http://c6d6c93d.linkbucks.com
http://5cfa3cc9.linkbucks.com
ดาวโหลดข้อสอบระเบียบงานสารบรรณ 2526 และแก้ไขเพิ่มเติม (อก.2-4)
http://fe628dd0.linkbucks.com
http://7e61f3a6.linkbucks.com
ดาวโหลดข้อสอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ปป1-3)
http://5c96f9d3.linkbucks.com
ดาวโหลดข้อสอบกฎหมายลักษณะพยาน (ปป1-3)
http://9172a531.linkbucks.com
http://956fd2b0.linkbucks.com
ดาวโหลดข้อสอบประมวลกฎหมายอาญา (ปป1-3)
http://b90c5b86.linkbucks.com
ดาวโหลดเเนวข้อสอบรัฐธรรมนูญเเห่งราชอาณาจักรไทย 2550 (สส.5)
http://bee7b0ae.linkbucks.com
ดาวโหลดแนวข้อสอบ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 (สส.5)
[url=http://740874b1.linkbucks.com[/url]]http://740874b1.linkbucks.com[/url]







[ แก้ไขล่าสุดโดยadminเมื่อ2012-01-31 05:17 ]
สนใจแนวข้อสอบติดต่อที่  081-0477807
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

คุณไม่มีสิทธิ์ใช้งานส่วนนี้, กรุณาเข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้